ชอบกินหมูดิบระวังหูดับไม่รู้ตัว

หมูดิบ

การกินอาหารดิบนั้นเป็นของอร่อยของคนอีสานมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น เนื้อวัวดิบ หมูดิบ ปลาร้า  ฯลฯ ซึ่งอาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีพยาธินานาชนิด ปะปนอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคขึ้นกับเราและหากทานเนื้อหมูดิบเป็นประจำก็จะทำให้เกิดโรคหูดับแบบที่เราไม่รู้ตัวได้ 

 

กระทรวงสาธารณสุขออกมาเตือนประชาชน ควรหลีกเลี่ยงการกินหมูดิบเพราะเสี่ยงต่อโรคหูหนวก ตาบอดและอาจถึงตายได้ นายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงฤดูหนาว หลายพื้นที่มีการจัดงานบุญตามประเพณี การจัดเลี้ยงอาหารนิยมใช้หมูเป็นส่วนประกอบสำคัญ เกิดปัญหามาทุกปี ควรหลีกเลี่ยงและระมัดระวังการปรุงอาหารจากเนื้อหมู รวมทั้งเลือดและเครื่องในควรปรุงให้สุกจริงๆ ไม่ใช่สุกๆ ดิบๆ และไม่ควรบริโภคดิบ เพราะเสี่ยงการติดเชื้อโรค “ไข้หูดับ” ซึ่งเป็นโรครุนแรงถึงกับหูหนวก ตาบอดและเสียชีวิตได้ ในปีพ.ศ.๒๕๕๘ พบยอดผู้ป่วยโรคนี้จำนวน ๓๐๗ คน เสียชีวิต ๑๕ คน มากกว่า ปี ๒๕๕๗ พบ ๒๒๘ คน เสียชีวิต ๑๕ คน ท่านที่ชอบบริโภคเนื้อหมู เลือดและเครื่องในหมูประเภทลาบ หลู้ ปิ้ง ย่าง จิ้มจุ่ม ย่างน้ำตก ซึ่งไม่สุกดี กรุณารับทราบและเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่นะครับ

 

การเลือกซื้อเนื้อหมู ควรเลือกที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์ หลีกเลี่ยงการซื้อเนื้อหมูที่วางขายข้างถนนหรือร้านของป่า ไม่ซื้อเนื้อที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำหรือเนื้อยุบ การปรุงให้สุกด้วยความร้อนนานอย่างน้อยเป็นเวลา ๑๐ นาที หรือต้มจนเนื้อไม่มีสีแดง (มติชนรายวัน ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ หน้า ๑๐)

 

สเตียรอยด์ภัยร้าย

ท่านที่มีปัญหาปวดเข่า ปวดข้อ ปวดตามร่างกาย เมื่อมีคนมาแนะนำให้ใช้ยาแผนโบราณ ยาลูกกลอน ยาสมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา กับ “อย.” ยาประเภทนี้มักโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณว่า สามารถรักษาได้สารพัดโรค ก็มักเชื่อกันและไปซื้อมากิน เพราะมีขายทั่วไปตามรถเร่ แผงลอย ตลาดนัด เมื่อผู้บริโภคซื้อไปกินก็ได้ผลดี หายปวดข้อปวดเข่าจริง แต่อีกไม่กี่วันอาการนั้นก็กลับมาอีก ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะยานั้นมีการลักลอบผสมสารสเตียรอยด์ ซึ่งมีอันตรายถึงเสียชีวิต ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรไปพบแพทย์หรือหากจะซื้อยากินเองก็ควรปรึกษาเภสัชกรซึ่งประจำอยู่ในร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต ไม่ควรเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ หรือตามโฆษณาจากวิทยุ สำหรับท่านที่ประสงค์จะตรวจสอบว่ายาที่มีคนแนะนำให้ใช้หรือซื้อมาแล้ว แต่อยากรู้ว่ามีสาร สเตียรอยด์ผสมอยู่หรือไม่ สามารถนำยานั้นไปให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบได้ โดยติดต่อที่โรงพยาบาลทุกแห่ง สาธารณสุขอำเภอและสาธารณสุขจังหวัด (อย. Report ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๑)

 

สบู่หลอกเป็นยา

เครือข่ายคุณครูและ อย.น้อย จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ให้ข้อมูลแก่เภสัชกรภาณุโชติ ทองยัง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม ในเรื่องสบู่ที่เด็กนักเรียนนิยมใช้กันมาก หลังจากนั้นเภสัชกรภาณุโชติ ทำการตรวจสอบศึกษาข้อมูลและได้พบความจริง สมควรนำมาเผยแพร่ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ทั่วกัน ดังนี้

พบโฆษณาสบู่ในอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ชวนให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด หลงใหล ใคร่อยากหามาใช้ เพราะเชื่อว่าสบู่เหล่านั้นมีสรรพคุณสารพัด ตามที่จะได้กล่าวต่อไป ยี่ห้อหนึ่งตั้งชื่อให้คล้ายผงซักฟอกว่า โอโม่พลัส บอกว่าฟอกผิวขาว เนียนใส ขาวทะลุมิติ เป็นสบู่ ๕ สี ทับทิม (ผิวขาวใส ลดรอย) องุ่น (คอลลาเจน ผิวเต่งตึง กระชับ) เลม่อน กีวี่ (ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดสิว) สับปะรด วิตามินซี (ผลัดเซลล์ผิว ขาวกระจ่างใส) และกลูต้าน้ำนม (ผิวขาวเนียนนุ่ม) ฟอกตัวให้ทั่ว ทิ้งไว้ ๓-๕ นาที แล้วล้างออก ใช้เป็นประจำเช้า-เย็น พิจารณาตามหลักวิชาการแล้ว มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ถูสบู่แล้วผิวจะขาววอกอย่างที่โฆษณา

โฆษณาสบู่อีกยี่ห้อหนึ่ง สบู่เซลลูไลท์ ลดไขมันส่วนเกิน ลดหน้าท้องเร่งด่วน ลดพุง ลดหุ่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสมุนไพรธรรมชาติ ช่วยสลายไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง ปัญหาผิวเปลือกส้ม และยังช่วยกระชับสัดส่วน มีวิตามินอีเพิ่มความกระชับของผิว ลดเซลลูไลท์ได้ดีเมื่อใช้เป็นประจำและต่อเนื่อง เห็นผลแน่นอน

จากโฆษณาสบู่ทั้งสองยี่ห้อ ท่านเห็นว่าอย่างไร? ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อธิบายว่า สบู่เป็นเครื่องสำอาง ตามกฎหมาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ ต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อความสะอาด ความสวยงาม

เครื่องสำอาง ไม่สามารถอ้างว่า วินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยได้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตเครื่องสำอาง ต้องมาแจ้งเพื่อขออนุญาต เมื่อได้รับอนุญาตแล้วต้องแสดงเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลากด้วย โดยเลขที่ใบรับแจ้งประกอบด้วยตัวเลข ๑๐ หลัก สบู่ทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวไม่มีเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลาก แต่อวดอ้างสรรพคุณในลักษณะเป็นยา น่าจะผิดกฎหมายแน่นอน ผู้บริโภคพึงทราบไว้ ขอความกรุณาทุกท่านช่วยกันดูแลเฝ้าระวังเป็นหูเป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของท่าน ดังเช่นครูและนักเรียนจังหวัดสมุทรสงครามเป็นตัวอย่างที่ดีในการปกป้องสิทธิของผู้บริโภค (ฉลาดซื้อ ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๑๗๔)